นายแมทธิว กิจโอธาน

ประธานกรรมการบริษัท
และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปี 2560 กลุ่มบริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (“กลุ่มบริษัทฯ”) ต้องเผชิญกับความท้าทายในการประกอบธุรกิจอย่างยิ่ง ประการแรก ประเทศไทยได้สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในเดือนตุลาคม 2559 และประชาชนชาวไทยได้ไว้ทุกข์เพื่อร่วมกันถวายอาลัยตลอดระยะเวลานับจากการสูญเสียดังกล่าวจนถึงงานพระบรมศพในเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา และประการที่สอง รายได้ส่วนบุคคลสุทธิของผู้บริโภคลดน้อยลงอีกทั้ง ภาครัฐได้ขอความร่วมมือให้สถานประกอบการงดหรือลดกิจกรรมบันเทิง ทำให้ผลประกอบการจากธุรกิจบันเทิงของกลุ่มบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นและยืนหยัดในวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทผู้นำด้าน "Lifestyle and Entertainment" ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งให้ความบันเทิงเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกลุ่มบริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในกลุ่ม Lifestyle อันได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจบริการด้านการสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและหนุ่มสาว จากการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศ รวมถึงโอกาสจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท อินเด็กซ์ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจอีเว้นท์ กลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ธุรกิจ "Lifestyle and Entertainment" ถือเป็นการผสมผสานเฉพาะตัว ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถใช้ประโยชน์จากธุรกิจสื่อสารและบันเทิง เพื่อสนับสนุนและเพื่อการเติบโตของธุรกิจ Lifestyle

ธุรกิจบริการด้านการสอนภาษาอังกฤษ ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Wall Street English ในประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยรายได้ของธุรกิจลดลงร้อยละ 39 เนื่องจากผู้บริโภคลดการจับจ่าย (มูลค่าของสัญญาบริการด้านการสอนภาษาอังกฤษเฉลี่ยของปี 2560 เท่ากับ 82,000 บาท) อัตราการอนุมัติสินเชื่อโดยสถาบันการเงินที่ลดลง และการทยอยรับรู้รายได้ตามสัญญาเป็นปัจจัยอันมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าการชะลอตัวดังกล่าวมีผลในระยะสั้น และกลุ่มบริษัทฯ จะยังคงลงทุนปรับปรุงศูนย์สอนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเปิดศูนย์สอนภาษาอังกฤษแห่งใหม่ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 และศูนย์การค้ามายาเซ็นเตอร์ เชียงใหม่ทั้งนี้ สองสาขาใหม่ดังกล่าวจะพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 โดยการเปิดสาขาในย่านพระราม 2 เนื่องจากเป็นย่านชุมชนแห่งใหม่ที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร และการเปิดสาขาที่ศูนย์การค้ามายาเซ็นเตอร์ เชียงใหม่ ได้จัดทำในรูปแบบใหม่ โดยมีพื้นที่ให้บริการขนาด 130 ตารางเมตร ซึ่งเล็กกว่าขนาดปกติทั่วไป ถือเป็นสาขาแรกที่มีขนาดที่เล็กที่สุด ซึ่งเป็นการสร้างรูปแบบธุรกิจเพื่อรองรับการขยายธุรกิจบริการด้านการสอนภาษาอังกฤษในรูปแบบแฟรนไชส์ต่อไป

บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำด้านธุรกิจอีเว้นท์ซึ่งได้ก่อตั้งมานานกว่า 25 ปี และได้สร้างสรรค์ผลงานมากมายในแถบประเทศอินโดจีน และเป็นบริษัทอีเว้นท์คนไทยบริษัทเดียวที่ติดอันดับ 7 ของโลกจัดอันดับโดยนิตยสาร Special Events Magazine ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในปีที่ผ่านมา อินเด็กซ์ประสบกับความท้าทายจากข้อจำกัดในการจัดงานอีเว้นท์และบันเทิง เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่ชาวไทยร่วมไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ดี อินเด็กซ์ก็ยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปีก่อนอันเนื่องมาจากรายได้จากการประกอบธุรกิจในต่างประเทศ อาทิ พม่า เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงการเป็นผู้จัดนิทรรศการ Thailand’s Pavillion ในงาน World Energy Expo ที่กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ทั้งนี้ อินเด็กซ์จะยังคงเป็นรากฐานของธุรกิจบันเทิงและศูนย์กลางด้านความคิดสร้างสรรค์ในการให้บริการธุรกิจสื่อสารการตลาดอย่างครบวงจรของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทยและในภูมิภาคอินโดจีนต่อไป

การลงทุนในบริษัท ไทยโซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (“TSE”) ยังคงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านับตั้งแต่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ TSE ในปี 2559 กลุ่มบริษัทฯ ได้จำหน่ายไปซึ่งเงินลงทุนใน TSE ร้อยละ 10 เพื่อลดภาระหนี้สินระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายธุรกิจปัจจุบันของกลุ่มบริษัทฯ ได้ รวมถึงยังช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ มีโอกาสศึกษาโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้อีกด้วย กลุ่มบริษัทฯ จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 10 ใน TSE ต่อไป โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มูลค่าตามราคาตลาดของ TSE เท่ากับ 9,000 ล้านบาท

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จากประกาศผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนปี 2560 โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ ‘ดีเลิศ’ (เพิ่มขึ้นจาก 90 เปอร์เซ็นต์ เป็น 91 เปอร์เซ็นต์) และยังได้รับการประเมินในระดับ ‘ดีเยี่ยม สมควรเป็นตัวอย่าง’ (100 เปอร์เซ็นต์) จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จากการประเมินการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเพิ่มเติมและรักษาระดับคะแนนที่ดีในด้านการกำกับดูแลกิจการต่อไป

กลุ่มบริษัทฯ ยังคงเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ในปีข้างหน้า และมุ่งมั่นที่จะทำให้กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้นำในธุรกิจ Lifestyle and Entertainment ทั้งการขยายตัวจากการเติบโตอย่างยั่งยืนและการต่อยอดธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ เพื่อโอกาสและการเติบโตของกลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนใน 3 กลุ่มธุรกิจ. ได้แก่ อาหาร การศึกษา และบันเทิง ในนามของคณะกรรมการบริษัท กระผมขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อกำลังใจ แรงสนับสนุน และความเชื่อมั่นที่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกค้า หุ้นส่วน หน่วยงานราชการ และพนักงานทุกท่านที่มีต่อกลุ่มบริษัทฯ เสมอมา