นายแมทธิว กิจโอธาน

ประธานกรรมการบริษัท
และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปี 2561 กลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ค่อนข้างเติบโตคงที่ โดยกำไรขั้นต้นในภาพรวมของกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 จากร้อยละ 34 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Wall Street English และกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจอินเด็กซ์ และธุรกิจร้านอาหาร Jeffer รายได้ของกลุ่มบริษัทฯ โดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 อัตราเติบโตของกำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 21 และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทฯ ยังคงขาดทุนในปี 2561 นี้ เนื่องจากการฟื้นตัวของธุรกิจ Lifestyle ประเภทธุรกิจบริการด้านการสอนภาษาอังกฤษและธุรกิจร้านอาหารยังไม่เต็มที่ อีกทั้งธุรกิจ Wave TV ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลิตละครใหม่จำนวน 2 เรื่อง ซึ่งจะออกอากาศในปี 2562 และ2563 จึงยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในปี 2561 ได้

กลุ่มบริษัทฯ ยังคงยึดมั่นและยืนยันในวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทผู้นำด้าน “Lifestyle and Entertainment” ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งให้ความบันเทิงเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลุ่มบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจ Lifestyle อันได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจบริการด้านการสอนภาษาอังกฤษมีโอกาสที่จะเติบโตสูงขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นโอกาสในการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว จากการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศและการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กลุ่มบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ธุรกิจ “Lifestyle and Entertainment” ถือเป็นการผสมผสานเฉพาะตัว ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถใช้ประโยชน์จากธุรกิจสื่อสารและบันเทิง เพื่อสนับสนุนและเพื่อการเติบโตของธุรกิจ Lifestyle

ในปี 2561 ธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Wall Street English ฟื้นตัวโดยเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ในแต่ละสาขา และร้อยละ 30 ในภาพรวม รวมถึงกำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มเติมจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 21 กลุ่มบริษัทฯ ได้มีการลงทุนในการปรับปรุงสาขา และเปิดสาขาใหม่เพิ่มเติมอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขา เดอะมอลล์ บางกะปิ สาขาเซ็นทรัล พระราม 2 และสาขาเมญ่า จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ สาขาในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์และเซ็นทรัลดังกล่าวถือเป็นการเข้าไปเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เติบโตแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และสำหรับสาขาเมญ่า จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นสาขาที่มีขนาดเล็กที่สุดสาขาแรก ด้วยขนาดพื้นที่เพียง 130 ตารางเมตร เพื่อการทดสอบการเปิดสาขาขนาดเล็กในรูปแบบแฟรนไชส์ในปี 2562 กลุ่มบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการต่อสัญญาแฟรนไชส์กับ Wall Street International ไปอีก 15 ปีและยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Master Franchise ในประเทศไทย ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอีกด้วย ซึ่งจะสร้างโอกาสเติบโตให้แก่กลุ่มบริษัทฯ ในการขยายธุรกิจได้ทั้งในรูปแบบเปิดสาขาใหม่เอง หรือในรูปแบบการขายแฟรนไชส์ให้บุคคลอื่น ดังนั้น จึงถือเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Wall Street English

ธุรกิจร้านอาหาร Jeffer มียอดขายปรับตัวลดลงร้อยละ 5 อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทฯ ยังคงเน้นการปรับเปลี่ยนสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภาพรวมให้แก่การลงทุนของกลุ่มบริษัทฯ ในปี 2561 กลุ่มบริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 สาขา และปิดสาขาที่มีผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงทำให้จากเดิมที่มีอยู่ 77 สาขา เหลือสาขาที่เปิดให้บริการรวม 64 สาขา ณ สิ้นปี 2561 ธุรกิจร้านอาหาร Jeffer สร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนและโอกาสในการเติบโตในภูมิภาคให้แก่กลุ่มบริษัทฯ ในรูปแบบร้านอาหารยุโรปแบบนั่งรับประทานที่จับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น หนุ่มสาว และครอบครัว ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ มีแผนงานที่จะขยายธุรกิจนี้ในรูปแบบแฟรนไชส์ในปี 2562 นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรของธุรกิจร้านอาหาร Jeffer ให้สดใหม่และสอดคล้องภาพลักษณ์ที่มีความเป็น Lifestyle

บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) (“อินเด็กซ์”) มียอดขายค่อนข้างคงที่ แต่กำไรขั้นต้นเติบโตจากร้อยละ 28 เป็น ร้อยละ 37 เนื่องจากการรับรู้รายได้โครงการที่เป็นเจ้าของเองและโครงการที่รับจ้างผลิตในสัดส่วนที่เหมาะสมและลงตัว ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง นอกจากนี้ ในปี 2561 อินเด็กซ์ยังคงได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐบาลในการได้เป็นผู้จัดงาน “Thailand’s Pavilion at the World Energy Expo” ที่กรุงอัสตานา ประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทฯ ได้ตัดสินใจขายธุรกิจอินเด็กซ์ที่ถืออยู่ร้อยละ 50 เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นเงินทุนภายในกลุ่มบริษัทฯ และลดภาระหนี้สินและต่อยอดการลงทุนในธุรกิจ Lifestyle และธุรกิจผลิตสื่อโทรทัศน์ให้แก่ช่อง 3 ภายใต้การดำเนินงานของธุรกิจ Wave TV

การลงทุนในบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (“TSE”) ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าของกลุ่มบริษัทฯ กลุ่มบริษัทฯ จึงยังคงการลงทุนใน TSE โดยการถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 10 ทั้งนี้ มูลค่าตามราคาตลาดของ TSE ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 อยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านบาท

กลุ่มบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จากประกาศผลการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนปี 2561 โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” และยังได้รับการประเมินในระดับ “ดีเยี่ยม” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จากการประเมินการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเพิ่มเติมและรักษาระดับคะแนนที่ดีในด้านการกำกับดูแลกิจการต่อไป

กลุ่มบริษัทฯ ยังคงเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ในปีข้างหน้าผ่านการผสานกันระหว่างกลุ่มธุรกิจ และการปรับปรุงอัตรากำไร และการสร้างโอกาสในการเติบโตด้วยรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ กลุ่มบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจ Lifestyle and Entertainment เพื่อโอกาสและการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอย่างยั่งยืนและการขยายธุรกิจสู่ประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในนามของคณะกรรมการบริษัท กระผมขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อกำลังใจ แรงสนับสนุน และความเชื่อมั่นที่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกค้า หุ้นส่วนธุรกิจ หน่วยงานราชการ และพนักงานทุกท่านมีต่อกลุ่มบริษัทฯ เสมอมา